คณะของเราเดินทางมาถึงวัดไทยลุมพินี ดึกพอสมควร ตามนิยามของอินเดียที่ว่า...เมืองคนใช้หัว  เมืองผัวเฝ้าห้าง  เมืองคนเดินทางต้องทำใจ...ครับ เพราะที่นี่ เรากำหนดเวลาออกเดินทางได้ แต่เราไม่มีสิทธิกำหนดเวลาถึงปลายทางได้  ต้องทำใจไว้ล่วงหน้าครับ โชคดีที่คณะของเรา เป็นทัวร์บุญ อยู่บนรถก็ฟังเรื่องราวน่ารู้จากพระอาจารย์ไปบ้าง สวดมนต์ ทำวัตร ไปบ้าง ทานขนมขบเคี้ยวที่ทาง NC Tour เตรียมไว้ให้เราบ้าง แต่ที่น่าชื่นใจก็คือ ไม่ว่าเราจะเดินทางถึงวัดไทย เวลาเท่าใด เราจะมีอาหารร้อน ๆ ที่เตรียมไว้ต้อนรับคอยท่าอยู่เสมอ ต้องขอกราบอนุโมทนาบุญไว้ ณ โอกาสนี้ มี่วัดไทยลุมพินี ที่พักไม่ค่อยสบายนัก แต่ก็ไม่ถึงกับลำบากเสียทีเดียว ที่นี่ สุภาพบุรุษทั้ง 7(...เหอ ๆ ..เหมือนสโนว์ไวท์เลย...เพิ่งรู้วันนี้เองว่า เที่ยวนี้เรามีเพื่อนชายแค่ 7 คน จากคณะทั้งหมด 54 คน) ตั้องนอนห้องเดียวกันทั้งหมด ที่นอนประมาณว่าเป็น  PentHouse เลยที่ดียว คือเป็นห้องที่อยู่ชั้นบนสุดของอาคาร ที่ไม่ได้กั้นเป็นห้อง เหมือนชั้นอื่น ๆ แล้วก็ไม่มีห้องน้ำ ต้องรอคิวใช้ห้องน้ำที่ชั้นล่าง แต่สมาชิกสาว ๆ ที่ชั้นล่าง ก็รอคิวกันยาวเหยียดอยู่แล้ว เพราะมีจำนวนมากกว่าฝ่ายชาย เลยตัดสินใจ ใช้วิชาลูกเสือที่เรียนมาตั้งแต่เด็ก จัดการชำระร่างกาย ที่ห้องน้ำนอกอาคาร ก่อนขึ้นไปนอน...หลับสบายครับ เดินทางมาทั้งวัน

           วัดไทยลุมพินี ตอนเช้ามืดสวยมากครับ...เป็นที่น่าชื่นใจกับคณะเดินทางคณะนี้ ที่ถึงแม้มีเวลานอนไม่มากนัก แต่ทุกคนตื่นแต่เช้า หน้าตาสดชื่น ลงมาพร้อมกันตามเวลาที่นัดหมายได้อย่างเรียบร้อยทุกวัน คงเป็นเพราะแรงบุญ...ที่นี่ เราพบกับพระอุโบสถที่หลายคนจะคุ้นตา ว่าคล้ายวัดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ครับ..วัดร่องขุ่น ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่จังหวัดเชียงราย แต่ที่นี่ เป็นผลงานของท่าน ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ...ตามรายละเอียดในภาพครับ

           รับประทานอาหารเช้าจนพุงป่องดีแล้ว เดินย่อยอาหารมาพบสวนหย่อมน่ารัก เป็นรูปเด็กไทยยืนประนมมือไหว้อยู่ มีป้ายบอกว่า จัดสวนโดย คุณนวลจันทร์ เพียรธรรม NC TOUR  จึงได้ถึงบองอ้อ...ว่า  NC ย่อมาจากชื่อคุณนวลจันทร์ นี่เอง น้องโอเล่ ไกด์ของเราบอกว่า ท่านตั้งใจมาก ๆ ที่จะจัดสวนนี้ โดนส่งวัสดุการจัดสวนมาจากเมืองไทยทั้งหมด เพื่อมาจัดสวนที่นี่โดยเฉพาะ  น่าชื่นใจครับ   สาธุ   สาธุ   สาธุ   อนุโมทามิ

           ที่นี่เราพบพระพุทธรูป ปางแปลกตา ที่ไม่ค่อยพบที่ไหนมาก่อน ที่อินเดีย เรียกว่า เบบี้บุดด้า ครับ เป็นพระพุทธรูปปางประสูติ เหมาะสำหรับผู้ที่อธิษฐานจิตบูชา เพื่อหวังจะเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิต เป็นที่น่าสังเกตว่า พระหัตถ์ขวาจะชี้ขึ้นฟ้า  ส่วนพระหัตถ์ขวาจะชี้ลงดิน แล้วจะพยายามสอบถามรายละเอียดมาเล่าสู่กันฟังครับ

           มหารานีทั้ง 4 ถ่ายภาพกับป้ายวัดที่บรรทัดแรก "ครูแดง" พยายามจะอ่านอย่างไร ก็อ่านไม่ออก แต่ที่แน่ ๆ ตัวสุดท้าย มีเค้าว่าจะเป็น ลุมพินี เพราะมี ตัวที่คล้ายสระอุห้อยลงมา..ที่น่าสังเกตคือ คำว่า ลุมพินี ภาษาอังกฤษใช้  Lumbini  นะครับ

           ออกเดินทางจากวัดไทยลุมพินี ไปยังสวนลุมพินีวัน ซึ่งอยู่ไม่ห่างออกไปมากนัก เพราะใช้เวลาเดินทางไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ที่หน้าสวนลุมพินี (ต้องพยายามเรียกชื่อเต็ม ๆ ไว้ เดี๋ยวจะนึกถึงสวนลุม ที่เมืองไทย) พบสิ่งก่อสร้างแปลกตา มีไฟจุดอยู่ ไม่ทราบรายละเอียด ว่าจะภามพระอาจารย์ว่า ไฟติดอยู่อย่างนี้ตลอดเลยหรือ หันไป หันมา อ้าว เขาเดินทางไปทางโน้นกันหมดแล้ว แล้วที่สุด ก็คือ ลืมถามครับ

           ครับ อาคารที่เห็น คือ มหามายาเทวีวิหาร เป็นอาคารที่สร้างครอบบริเวณที่ประสูติ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา มองเห็นภายนอก สวยงามสดุดตา ขณะนี้ เรากำลังรอคุณไกด์ของเรา กำลังไปซื้อตั๋ว ค่ากล้องถ่ายภาพมาให้เรา ที่นี่ ต้องชำระค่ากล้องถ่ายรูป 1 ดอลลาร์ หรือ 50 รูปี ก็ได้ ตามสะดวก แต่ถ้าเป็น วิดีโอ ก็อีกราคานึง อย่าคิดอะไรมากครับ คิดว่าทำบุญ และเป็นค่าดูแลสถานที่

          แต่ที่สดุดตา "ครูแดง" มาก ๆ ก็คือป้ายนี้ครับ เคยเข้ารับการอบรมกับห้องเรียนสีเขียว ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และได้รับข้อมูลมาว่า หลายประเทศในโลก เอาจริงเอาจังกับการรณรงค์ช่วยกันลดภาวะโลกร้อน โดยการประกาศ เป็นเขตปลอดถุงพลาสติก เพราะถุงพลาสติก เป็นตัวการสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เพิ่งเห็นกับตาตัวเองวันนี้ครับ ว่า ที่นี่ สวนลุมพินี ประกาศเป็นเขตห้ามสูบบุหรี่ และเป็นเขตห้ามถุงพลาสติกด้วย

           พระอาจารย์มหาดาวสยาม ได้กรุณาอธิบาย พร้อมทั้งนำภาพเหตุการณ์ ตอนที่มีการขุดค้นพบสถานที่นี้ มาประกอบการอธิบาย ให้พวกเราทราบประวัติความเป็นมาของที่นี่ สถานที่ที่พระนางสิริมหามายา ได้ให้ประสูติกาลแก่เจ้าชายสิทธัตถะกุมาร แห่งศากยะนคร เมื่อวันเพ็ญ เดือน 6 ปีจอ  80 ปี ก่อนพุทธศักราช

           จากการขุดค้นร่องรอย พบว่า บริเวณแห่งนี้เคยเป็ฯวัด มีร่องรอยของสถูปผเจดีย์อยู่ทั่วไป ในภาพเป็นกลุ่มของสถูปเจดีย์ถึง 16 สถูป ที่เหลือแต่ฐาน เชื่อว่าเดิมน่าจะเป็นสถูปที่เก็บกระดูกของพระอรหันต์ในสมัยนั้น

           เรื่องราวต่าง ๆ ที่"ครูแดง" นำมาถ่ายทอดเป็นบทความนี้ เป็นเรื่องราวที่ได้รับทราบจากการบรรยายของท่านพระอาจารย์มหาดาวสยาม วชิรปัญโญ ซึ่งเป็นพระภิกษุไทย ที่เดินทางมาศึกษาระดับปริญญาเอก ที่อินเดีย และได้พำนักอยู่ที่อินเดียหลายปี นอกจากนั้น ขณะนี้ท่านได้เขียนหนังสือ "เยือนอินเดีย ตามรอยอารยธรรมพุทธ" ซึ่งจัดพิมพ์เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ...ไม่แน่ใจว่าจะมีจำหน่ายในประเทศไทยหรือไม่ เพราะเป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ที่ประเทศอินเดีย ...ท่านใดสนใจ ลองติดต่อผ่านทางยุวพุทธิกะสมาคม ดูนะครับ

          ภายในอาคารที่เห็นงามสง่าภายนอก เราเห็นร่องรอยของการขุดค้นพบ สถานที่แห่งนี้ ที่เชื่อกันว่า เป็นสถานที่ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ กับกรุงเทวทะหะ ที่พระนางสิริมหามายา ประชวรพระครรภ์จะประสูติ โปรดให้หยุดขบวนประทับใต้ต้นสาละ ทรงยืนเหนี่ยวกิ่งสาระ แล้วทรงมีประสูติการเจ้าชายสิทธัถะ ในท่ายืน  ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง...พระอาจารย์เตือนว่า อย่านำความรู้สึกสมัยปัจจุบัน มาเป็นเครื่องตัดสินว่า ทำไมต้องยืนคลอด  เพราะนั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อกว่า 2,000 ปีมาแล้ว

          หินแกะสลัก อายุมากกว่า 1,000 ปี ในภาพ ซึ่งขุดค้นพบ ในบริเวณนี้ ถึงแม้จะลบเลือนและถูกทำลายไปตามกาลเวลา คงเป็นเครื่องยืนยันเหตุการณ์ ตอนพระนางสิริมหามายาได้ว่า เมื่อเสด็จออกจากพระครรภ์แล้ว ทรงแสดงปาฏิหาริย์ ก้าวพระบาทออกไป 7 ก้าว พร้อมทั้งตรัสว่า....ขออนุญาตแปลเปฌนภาษาไทย....เราเป็นผู้เลิศที่สุด เราเป็นผู้เจริญที่สุด และเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดของเราครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้าย ภพต่อไปไม่มีอีก....

          ในบริเวณดังกล่าวนี้ ยังขุดพบแผ่นหินที่มีรอยพระบาทขนาดเล็กประทับอยู่  สันนิษฐานว่าเป็นแผ่นหินที่พระเจ้าอโศกมหาราช ได้สร้างไว้ เพื่อแสดงถึงจุดที่เจ้าชายสิทธัตถะน้อยประสูติ

          ด้านหลังของมหามายาเทวีวิหาร เป็นที่ตั้งของเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งมีจารึกยืนยันว่า สถานที่แห่งนี้ เป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ว่ากันว่า พระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างเสาหินนี้ ถึง 84,000 ต้น ตั้งไว้ตามสถานที่สำคัญ และจารึกอักษรเป็นหลักฐานไว้ทุกแห่งที่พระพุทธเจ้าเคยประทับอยู่ แต่ปัจจุบัน เพิ่งขุดค้นพบประมาณ 8,000 กว่าต้นเท่านั้น นอกจากนั้นยังคงจมอยู่ใต้ติน รอการขุดค้นพบต่อไป

          สระโบกขรณี เป็นสระกรุด้วยอิฐ ที่เชื่อว่าเป็นสระเดียวกับที่พระนางสิริมหามายาทรงสรงสนานก่อนมีพระประสูติการพระกุมารน้อย โดยรอบยังปรากฏซากโบราณสถาน สถูป วิหาร กุฎิพระ แสดงให้เห็นว่า ลุมพินีวัน ได้ถูกสร้างเป็นวัดในสมัยหลังพุทธกาล ก่อนที่จะถูกทิ้งร้างเมื่อพระพุทธศาสนาเสื่อมไปจากชมพูทวีป

          คณะของเราเดินทางออกมานอกตัวอาคาร หามุมสงบใต้ต้นโพธิ์ เพื่อสวดมนต์ และนั่งสมาธิ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต จากนั้น พระอาจารย์ ได้บรรยายให้พวกเราระลึกถึงพระคุณของแม่ ผู้ให้กำเนิดเรามา เพราะสถานที่แห่งนี้ คือสถานที่ที่แม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ได้ให้กำเนิดแก่พระศาสดาของเรา ทุกคนช่วยกันร้องเพลง  "ค่าน้ำนม" แล่นเอาเกือบร้องเพลงไม่จบ เพราะเอาแต่ร้องไห้แทน นอกจากนั้นยังบอกอีกว่า ร่างกายของเราที่มีอาการครบ 32 นั้น (ตรงนี้ตกวิชาชีววิทยา วันนี้มีนักเรียนถามว่า อาการครบ 32 ที่ว่า มีอะไรบ้าง เพราะนิ้วอย่างเดียว ก็ปาเข้าไป 20 แล้ว เหลืออวัยวะอื่นแค่ 12 เองนะคะ ....แล้วจะไปถามครูชีววิทยาให้นะครับ) เป็นของที่ได้รับจากแม่ 21 แต่รับจากพ่อ 11 ดังนั้น แม่จึงสำคัญกว่าในแง่ของการให้กำเนิด...ตรงนี้คงต้องถามพระอาจารย์อีกที

        กำลังซึ้งกับบทเพลง ค่าน้ำนม เหลือบตามองไปเห็น คณะหนึ่งกำลังสวดมนต์อยู่ที่ใกล้เสาหินพระเจ้าอโศก ในขณะสวด มีการชี้มือขึ้นฟ้า เหมือน เบบี้บุดด้าด้วย ไม่ทราบว่าเป็นคณะที่เดินทางมาจากประเทศใด

ท่านรองศาสตราจารย์อมรา นำร้องเพลง ค่าน้ำนม

จากนั้น...ร่วมจับปูใส่กระด้ง ไว้เป็นที่ระลึก เพราะทุกคนมีกล้องของตนเอง...สนุกดีครับ

อ่านต่อ