คณะของเรา นัดพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 อาคารผู้โดยสารขาออก เวลา 4.00 น. "ครูแดง" ต้องตื่นนอนตั้งแต่ ตี 2 ครึ่ง ที่บ้านพักลูกสาว ใกล้โรงพยาบาลราษฎร์บูรณะ เพื่อเตรียมตัวอาบน้ำแต่งตัว  แต่ต้องตกใจ เพราะฝนตกลงมาอย่างหนัก ถ้าเป็นอย่างนี้ จะออกจากที่พักได้อย่างไร กระเป๋าเดินทางพะรุงพะรังไปหมด จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า...การเดินทางครั้งนี้ ข้าพเจ้าตั้งใจ ไปเพื่อนมัสการสังเวชนียสถาน ขออย่าได้มีอุปสรรคใด ๆ มาขัดขวางการเดินทางเลย...สาธุ....ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ตี 3 ตรง ฝนหยุดสนิท ลากกระเป๋าเดินทางมาหน้าปากซอย เรียกแท๊กซี่เดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ ได้ ไม่มีอุปสรรคใด ๆ..สาธุ

          ออกเดินทางจากประเทศไทย โดยสายการบิน อินเดียนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ IC 730 จากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 6.40 น. บนเครื่อง แอร์โฮสเตรสอินเดีย หน้าตาเหมือนเพิ่งทะเลาะกับแฟนมา พูดภาษาอังกฤษสำเนียงแขก พยายามตั้งใจฟังแล้ว แต่ไม่รู้เรื่อง...เอ "ครูแดง" เคยอ่านหนังสือ "ใครว่าโลกกลม" ได้ข้อมูลมาว่า คนอินเดียพูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก ๆ จนคนอเมริกันเองยังแยกไม่ออกว่าเป็นแขกพูด วันนี้ไหงเป็นแบบนี้ไปได้  ภาพข้างบน  "ครูแดง" พยายามกวามสายตาหาอยู่หลายรอบ จนยืนยันว่า เหนือก้อนเมฆ ไม่มีเทวดาอาศัยอยู่

          9.30 น. (นาฬิกาที่เราใส่ไป แสดงว่าใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง) เ้ดินทางถึง สนามบินนานาชาติ เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย  โอ๊ะ..โอ..พระเจ้าช่วย กล้วย(แขก)ทอด ...สนามบินนานาชาติ หน้าตาพอ ๆ กับสนามบินที่พิษณุโลก  เอ๊ะ ไม่ใช่สิ แย่กว่านั้น เพราะรอบ ๆ บริเวณเป็นทุ่งหญ้า รกร้างว่างเปล่า ได้รับแจ้งว่า ขณะนี้ เวลาท้องถิ่น 8.00 น. (เวลาที่อินเดีย ช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง 30 นาที) ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่มาทำงาน...โปรดรอสักครู่..มาแล้วครับเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารคนเข้าเมือง มีตั้ง 2 คน ครับ เที่ยวบินนี้เต็มลำ มีผู้โดยสารประมาณเกือบ  100 คน ครับ ค่อย ๆ ไป ใจเย็น ๆ

          ออกเดินทางจากสนาบินสู่วัดไทยพุทธคยา โดยรถโดยสารปรับอากาศอย่างดี 2 คัน "ครูแดง" นั่งคันที่ 2 มี "พระอาจารย์บุญส่ง" เป็นพระวิทยากร นำชมสถานที่ ประโยคแรกท่านบอกว่า..."มาอินเดีย  ได้ปัญญา  ไปอเมริกา  ได้ความหลง  ไปฮ่องกง  ได้ความโลภ" ....สุดยอดไปเลยครับ ระหว่างเดินทางไปวัด เราเริ่มเข้าใจกับสิ่งที่ไกด์เคยบอกเรา เมื่อเราถามถึงการเดินทางในอินเดียจากกำหนดการที่ได้รับว่า ระยะทาง 85 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 3 - 4 ชั่วโมง โอ้โฮ..อัตราเร็วเฉลี่ยตั้ง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยนะครับ "ครูแดง" ขับรถที่เมืองไทย ได้อัตราเร็วเฉลี่ย ประมาณ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้รับคำอธิบายว่า อาจารย์ครับ คนที่อินเดีย ยังกะมด เต็มถนนไปหมด บอกตรง ๆ ครับ ตอนนั้นยังนึกภาพไม่ออก ...ตอนนี้ พอจะเข้าใจแล้วครับ..บนถนนแคบ ๆ ไม่มีเส้นแบ่งกลาง มีทั้ง  คน ..รถจักรยาน..รถมอเตอร์ไซค์..รถสามล้อ..รถม้า..เกวียน..วัว..แพะ..ฯลฯ แย่งกันใช้ถนนเส้นเดียวกัน รถทุกคันพยายาม "บีบแตร" ของตนเองไปตลอดทาง จนไม่รู้ว่า เสียงแตรที่ได้ยินเป็นเสียงของรถคันไหน...วันหลังจะลงรูปให้ดูครับ....สวัสดี...พุทธคยา

          ภายในบริเวณวัด สวยงามมาก เราได้พบกับพระภิกขุรูปหนึ่ง ซึ่งจำพรรษาอยู่วัดนี้มา 9 ปี แล้ว ได้กรุณาให้ความรู้กับเราว่า...."เที่ยวอินเดีย ให้คิดถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเตือนให้มีสติ เมื่อสติมา..ปัญญาเกิด..จงทำตัวเป็นคนจน  เพราะการทำตัวเป็นคนรวย ควักเงินออกมาให้คนอื่นเห็นครั้งละมาก ๆ จะทำให้เกิดปัญหา ไม่ใช่เฉพาะกับปัญหากับตัวเองเท่านั้น อาจทำให้เกิดปัญหากับคณะทั้งหมด เพราะขอทานจะมารุมกัน จนรถไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จะเดือดร้อนกันทั้งคณะเชียวนะ คุณโยม....สาธุ

          เวลายังพอมีเหลือ เราเดินออกไปดูอะไรหน้าวัดกันหน่อยดีกว่า เราได้พบกับรถจักรยาน ที่ยังคงเป็นพาหนะหลัก ของชาวอินเดีย เพราะพบเห็นได้ทั่วไป และเต็มไปหมดบนท้องถนน คณะ สส.(ย่อมาจากสาวสวยครับ) ทั้ง 3 คน จึงขอให้บันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก ส่วนรถยนต์ ที่วิ่งผ่านไปมา บีบแตรกันสนั่นหวั่นไหว เกือบทุกคัน ยี่ห้อเดียวกันหมด ครับ...ทาทา

          หน้าวัดมีร้านขายของอยู่ 3 - 4 ร้าน แต่ผลไม้หลักที่เป็น เป็นกล้วย กับ แอปเปิ้ล หน้าตา ไม่ค่อยน่ากินสักเท่าไร ..กลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่ทางวัดจัดไว้ให้ดีกว่า  อาหารกลางวันที่ทัวร์จัดมาให้ บวกกับฝีมือแม่ครัวของวัด เลยกินซะ...พุงป่อง...เตรียมออกไปท่อแดนพุทธภูมิได้แล้วครับท่าน..

          สถานที่แรกที่เราจะไปเยี่ยมชม คือ สถานที่ที่เคยเป็นบ้านของนางสุชาดา ผู้ที่นำข้าวมธุปายาส มาถวายแด่พรุพุทธองค์ ก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ ก่อนลงจากรถ พระอาจารย์บอกเราว่า..."แน่ะ..ลูกหลานนางสุชาดา มารอเราเต็มข้างรถไปหมดแล้ว มองลงไปบะเด็ก อายุตั้งแต่ 8 - 16 ปี ตัวดำ ๆ ผมหยิก ๆ เต็มไปหมด ร้องเรียก...จาน...อาจารย์...ทำบุญ...โรงเรียน...(อ่านออกสำเนียงแขกด้วยนะครับ จะได้เข้าบรรยากาศ)...พระอาจารย์บอกให้ใช้คาถา  3 ม...คือ  ไม่มองหน้า...ไม่สบตา...และไม่เจรจาด้วย  และถ้ายังไม่หยุด ให้ใช้ หลวงพ่อเฉย..ทำหน้าดุ ๆ ด้วย  ไม่งั้น...เรียบร้อย โรงเรียนแขก

          บ้านนางสุชาดา เป็นซากโบราณสถาน ที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเนรัญชรา ซึ่งวันนี้ ตื้นเขินจนมองเห็นเป็นพื้นทรายกว้างใหญ่พอสมควร ตรงข้ามมหาโพธิ์วิหารพอดี ตรงนี้ มีผู้สงสัยว่า ในสมัยก่อน คงมีน้ำลึกพอสมควร แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จข้ามแม่น้ำได้อย่างไร..ได้รับคำตอบในคืนสุดท้ายก่อนเดินทางกลับประเทศไทย จากพระเดชพระคุณท่านเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาว่า เรื่องนี้ ไม่น่าสงสัย เพราะก่อนที่พระพุทธองค์จะมาบำเพ็ญเพียรนั้น พระพุทธองค์ ทรงศึกษากับนักบวช หลายท่านและสำเร็จวิชามากมาย จนน่าจะข้ามได้ไม่ยากนัก

บัดนี้ บ้านของนางสุชาดา เหลือเพียงซากสถูปทรงกลม ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช

          ในภาพจะเห็นความกว้างของแม่น้ำเนรัญชรา และมองเห็นเจดีย์พุทธคยา ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ตรัสรู้อยู่ลิบ ๆ ภาพนี้ถ่ายจากบริเวณท่าน้ำที่ลอยถาดเสี่ยงบารมี ของพระพุทธองค์ว่า หากจะได้ตรัสรู้ ขอให้ถาดลอยทวนน้ำขึ้นไป 80 ศอก แล้วจมลงสู่บาดาล แล้วจมลงสู่บาดาล กระทบถาดทองของพระพุทธเจ้าในอดีต ที่เคยตรัสรู้มาแล้วในถัทรกัปนี้ 3 พระองค์ด้วยเทอญ

อ่านต่อตอนที่ 2 ชมวัดพุทธนานาชาติ  3d_whitebg_e_click.gif