การเดินทางจากพุทธคยาไปยังเมืองราชคฤห์ ระยะทาง 85 กิโลเมตร ใชเวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง ผ่านแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งเหมือนแม่น้ำเนรัญชรา คือแห้ขอด เหลือแต่พื้นทราย ได้ทราบจากพระเดชพระคุณท่านเจ้าอาวาสวัดพุทธคยาว่า เป็นเหตุมาตั้งแต่ครั้งอินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ก่อนที่จะได้รับเอกราช อังกฤษได้ตัดต้นไม้ออกไปมากมายจนกระทั่ง เกิดภาวะฝนแล้ง และน้ำท่วมสลับกันอย่างที่เห็น ที่เมืองไทย...ถ้ายังไม่หยุดตัดไม้ทำลายป่า ก็คงไม่นานนัก เพราะขณะนี้ เริ่มมีบางพื้นที่ มีตัวอย่างให้เห็นกันบ้างแล้ว เราเดินทางผ่านตลาด ซึ่งมีการจราจรหนาแน่นอย่างที่เห็น ผู้คนมากมายจริง ๆ
ผ่านร้านค้าริมทางมากมายหลายร้าน แต่มีลักษณะคล้าย ๆ กัน คือเป็นแผงเล็ก ๆ ประมาณ 2.5 เมตร ภาพนี้ถ่ายจากบนรถ จึงมีเงากระจกสะท้อนให้เห็น ผลไม้หลัก ยังคงเป็นกล้วย กับแอปเปิ้ล แต่ร้านนี้รู้สึกจะมีผลไม้อื่นหลายชนิด
ปล่องที่เห็น เป็นปล่องของโรงงานเผาอิฐ ที่พบทั่วไปในการเดินทางวันนี้ "พระอาจารย์" บอกว่า ไกด์บางคนไม่เข้าใจ บอกลูกทัวร์ว่าเป็น เสาหินพระเจ้าอโศก ทำเอาต้องยกมือไหว้กันตลอดทาง บริเวณนี้ เป็นบริเวณที่เราพบห้องน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีต้นไม้เป็นผนังข้างฝา มีท้องฟ้าเป็นเพดาน ปลอดโปร่ง...โล่ง...เย็นสบาย...แต่..ว้าย...ไม่มีประตู...พึงแจ้งให้ทราบก่อนว่า การเดินทางตามรอยพุทธองค์ในครั้งนี้นั้น ระยะทางถึงจะไม่ไกลมาก แต่ใช้เวลาในการเดินทางยาวนานนัก ห้องน้ำตามปั๊มน้ำมันในอินเดีย ไม่มีเหมือนประเทศไทย เพราะคนอินเดีย เป็นคนขี้อวด...(หมายความว่า นั่งขี้ อวดให้เราเห็นตลอดสองข้างถนนของการเดินทาง) เพราะเขาถือว่าได้ประโยชน์หลายสถาน เนื่องจากเมื่อฝนตกลงมา มันจะกลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ไปด้วยในตัว
แวะชมสถานที่แห่งแรก ซึ่งครั้งแรกก็ยัง งง ๆ อยู่ว่าคืออะไร
เมื่อฟังคำบรรยาย จึงทราบว่า ที่เห็นอยู่นี้ คือรอยเกวียนตั้งแต่สมัยพุทธกาล เหตุที่ยังคงเหลือร่องรอยอยู่จนถึงปัจจุบัน เป็นเพราะในสมัยนั้น ขบวนเกวียน ขนสินค้ากันครั้งหนึ่ง หลายร้อยเล่มเกวียน (แค่มารยาหญิงอย่างเดียวก็ปาเข้าไปตั้ง 500 เล่มเกวียนแล้ว...อันนี้"ครูแดง"เติมเอง) เพราะประชากกรของพระเจ้าพิมพิสารนั้น มีมากมายหลายแสนคน เมื่อล้อเกวียนบดลงบนพื้นหินทราย จึงปรากฎเป็นรอยลึก หลงเหลือร่งรอยให้เราเห็น
ก่อนที่จะชมสถานที่ต่อไป เราพบรถม้า ซึ่งเป็นพาหนะอีกชนิดหนึ่ง ที่ยังได้รับความนิยมในการเดินทาง อาจารย์ในภาพคงพยายามที่จะเปิดกล้องเพื่อบันทึกภาพไว้ แต่ไม่ทราบว่าบันทึกทันหรือไม่
คณะของเรากำลังเดินทางเข้าไปชมสถานที่ ที่เชื่อว่าเคยเป็น คุกขังพระเจ้าพิมพิสาร สิ่งหนึ่งที่เราเริ่มชินตากับการพบเห็นก็คือ ลูกหลานของพระเจ้าพิมพิสาร ตั้งขบวนรอรับเรายาวเหยียด ทุกคนพร้อมใจกันแบมือขอ แต่วันนี้เปลี่ยนคำเรียกพวกเราใหม่ว่า..."มหาราชา....มหารานี...." รู้สึกตัวว่ารวยขึ้นมานิด ๆ แล้ว

คุกขังพระเจ้าพิมพิสาร เหลือเพียงซากกำแพงหิน มีร่องรอบป้อมตรงมุมทั้ง 4 ด้าน ภายในขุดพบเป็นห้องซอยเล็ก ๆ มีซากโซ่เหล็ก ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่เจ้าชายอชาติศัตรู ซึ่งเป็นราชบุตรของพระเจ้าพิมพิสาร ต้องการจะยึดการปกครองพระนคร จึงนำพระเจ้าพิมพิสารมาขังไว้ และทรมานโดยให้อดอาหาร แต่พระเจ้าพิมพิสารก็ยังไม่เสียชีวิต ยังคงเดินจงกรมอยู่ จึงใช้มีดกรีดที่ฝ่าเท้าจนเดินไม่ได้ และสิ้นพระชนม์ในที่สุด....สุดยอดลูกจริง ๆ ไม่ทราบว่าควรส่งไปลงนรกขุมไหน
ถัดมาอีกไม่ไกลนัก เราแวะชมถ้ำมหาสมบัติของพระเจ้าพิมพิสาร ตามคำเล่าลือของชาวบ้าน ซึ่งกล่าวถึงถ้ำหินที่เป็นฝีมือมนุษย์ สร้างจากการขุดเจาะเข้าไปในภูเขาเวภาระ ที่เป็น 1 ใน 5 ภูเขาที่ล้อมรอบกรุงราชคฤห์ อันได้แก่ เวภาระ เวปุนละ ปัณฑวะ อิสิคีรี และ คิชกูฏละ

จากภาพด้านหลัง จะเห็นเป็นถ้ำที่ถูกเจาะเข้าไปในภูเขา ถ้ำซ้ายมือยังคงเห็นเป็นรูปประตูสี่เหลี่ยมชัดเจน แต่ขวามือ ผนังที่เป็นเพดานพังลงมาตามกาลเวลาที่ผ่านไป ที่แห่งนี้คาดว่าเป็นที่เก็บสมบัติอันมีค่าของพระเจ้าพิมพิสาร
แต่จากการขุดค้นพบว่า น่าจะเป็นวัด หรือถ้ำที่ภาวนา ของศาสนาพุทธ หรือศาสนาเชน เนื่องจากยังคงเห็นร่องรอยของการแกะสลักผนังถ้ำเป็นรูปพระพุทธรูปอยู่หลายองค์
ส่วนถ้ำซ้ายมือ ถึงแม่จะมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ แต่เมื่อเข้าไปในถ้ำ เราไม่พบสมบัติใด ๆ แม่แต่ชิ้นเดียว...โห..ผ่านมาเป็นพันปี..จะเหลืออีกเหรอ ครูแดง
บริเวณหน้าถ้ำ เราพบฝูงลิง ที่มาคอยหาอาหารจากท่านผู้มีเมตตา แต่คงต้องระวังกันนิดนึง เพราะท่าทางคงยังซนไม่น้อย
เมื่อเข้าสู่บริเวณวัดเวฬุวัน เราพบกับศาลาไทยเวฬุวันตั้งเด่นเป็นสง่าตั้งแต่หน้าประตู...กว่าคณะของเราจะมา คงมีสาธุชนจากประเทศไทย นำหน้ามาก่อนเราไม่รู้กี่คณะแล้ว "พระอาจารย์" บอกว่า คนจะมาอินเดียได้ ต้องถึงพร้อมด้วยองค์ 4 คือ 1. มีความศรัทธาและตั้งใจที่จะมา 2. มีการรวบรวมเงินทองเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่าย ที่มากพอสมควร 3. มีช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะต้องใช้เวลาหลายวัน และ 4. มีสุขภาพที่สมบูรณ์ พร้อมที่จะเดินทาง และนั่งทรมานในรถได้ แสดงแดงว่า คณะของเราคงทำบุญร่วมกันมาแต่ปางก่อน จึงมีโอกาสได้เดินทางมาแสวงบุญร่วมกันในครั้งนี้
เพิ่งทราบวันนี้เองว่า เวรุ...ชาวอินเดียออกเสียงเป็นเวนุ แปลว่า ไผ่ วัน แปลว่า ป่า ดังนั้น เวฬุวัน จึงแปลว่า ป่าไผ่ ซึ่งภายในบริเวณนี้อุดมไปด้วยป่าไผ่นานาชนิด ทราบมาว่าบางกอ ก็สืบทอดมาแต่ครั้งพุทธกาลโน้น
วัดเวฬุวัน เป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ที่พระเจ้าพิมพิสาร ได้ทรงถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ทรงทรงแสดงมหานารทกัสปชาดก อนุปุพพิกกถา และอริยสัจ 4 ให้พระราชาพร้อมด้วยข้าราชบริพาน จำนวน 1 แสน 1 หมื่นคน
บริเวณนี้ เชื่อกันว่า เป็นบริเวณที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ในวันจาตุรงคสันนิบาตว่า
สพฺพปาสฺส อกรณํ กุสลสฺส อุปสมฺปทา
สุจิตฺตปริโยทปนํ
เอตํ พุทฺทานํ สาสนํ
การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม
การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว
ธรรม 3 ประการนี้ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
คณะของเราจึงหาสถานที่ที่เหมาะแก่การสวดมนต์ ภาวนา และทำสมาธิ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เพราะบริเวณนี้ในอดีต พระอรหันต์ จำนวนถึง 1250 รูป ได้มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย อันเป็นต้นกำเนิดของวันมาฆบูชา และเกิดพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงรับไปแล้วเป็นครั้งแรก
ครับ ตามธรรมเนียม ก่อนที่เราจะเปลี่ยนสถานที่ไปชมที่ต่อไป ก็ต้องมีการถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันก่อน แล้วถ้าสังเกตให้ดี ยังไง ๆ ก็ไม่มี"ครูแดง" ในภาพ เพราะ "ครูแดง" เป็นคนถ่าย ทุกที...
ติดตามตอนต่อไป นาลันทา-เขาคิชกูฏ