
การเดินทางจากเมืองราชคฤห์ ไปยังกุสินารานั้น ระยะทางมากกว่า 300 กิโลเมตร ถ้าเป็นเมืองไทย คงใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง แต่ที่ประเทศอินเดีย เราใช้เวลาเดินทางทั้งวัน มากกว่า 10 ชั่วโมง ต้องอาศัยห้องน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปตลอดทาง สำหรับคนที่ทำใจไม่ได้คงลำบากครับ แต่คณะของเราเริ่มทำใจได้แล้ว การเดินทางจึงผ่านไปด้วยดี เราเดินทางถึงวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ประมาณ 22.30 น. พบเจดีย์ที่ประดับไฟไว้สวยมาก มีพุทธศาสนิกชนเดินจงกรมรอบเจดีย์อยู่ "ครูแดง" ถ่ายภาพนี้แล้วขนลุกซู่...ไม่ทราบมีใครมองเห็นในภาพเหือน "ครูแดง"" บ้าง

ตอนเช้า ก่อนออกเดินทางไปนมัสการสถานที่ปรินิพพาน จึงมาถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกอีกครั้งหนึ่ง อากาศค่อนข้างเย็นเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกัยหนาว (วันที่ 13 ตุลาคม 2552)
จงมองอินเดียอย่างที่เขาเป็น...อย่ามองอย่างที่เราอยากให้เป็น ถ้าทำใจได้ตามที่พระอาจารย์แนะนำ จิตใจของเราก็จะแจ่มใสขึ้น เพราะทุก ๆ ที่ ที่เราเดินทางไป เราจะพบลูกหลานตัวดำ ๆ เตรียมที่จะมาขอ...ขอ...แล้วก็ขอ มหารานี...มหารานี...ก่อนจะแจกอะไร ระวัง นับจำนวนให้ดีนะครับ ว่ามีกี่คน และมองไปรอบ ๆ ด้วยว่า จะมีกำลังมาเสริมอีกกี่คน เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน
ซุ้มประตูหน้าวัดสวยงามมาก บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานก่อนออกเดินทาง

เดินทางถึง สาละวโนทยาน ซึ่งมีต้นสาละ ปลูกไว้เป็นอนุสรณ์ เพื่อเป็นอนุสติถึงพระพุทธองค์ พบซากโบราณสถานหลายแห่ง แต่ที่เห็นเด่นเป็นสง่า คือปรินิพพานสถูป เป็นเจดีย์ทรงบาตรคว่ำ ตั้งอยู่บนฐานในที่สูง ซึ่งได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ มีการขุดค้นพบจารึกคำว่า มหาปรินิพพานสถูป บ่งชี้ให้ทราบว่า สถูปนี้สร้างตรงบริเวณต้นสาละคู่ในอดีตที่พระพุทธเจ้าประทับสีหไสยาสน์ เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ด้านหน้ายังมีมหาปริพพานวิหาร ซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปหินทรายแดง อายุ 1,500 ปี สมัยคุปตะ สกุลช่างมถุรา ที่งดงามยิ่งนัก ที่นี่มีเด็ก ๆ นำดอกบัวมาขาย ในราคา 10 รูปี...หรือ 10 บาทก็ได้ ราคาเดียวกัน แม้บางดอกจะเหี่ยวจนคอตกแล้วก็ตาม คิดว่าทำบุญก็แล้วกันครับ ดีกว่ามาขอเฉย ๆ
เมื่อเดินทางเข้าไปภายในมหาปริพพานวิหาร ทุกคนมีความรู้สึกเหมือนกัน คือได้เข้าเฝ้าพระศพขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงนอนรอพุทธศาสนิกชน มาบูชา กราบไหว้ ทุกคนน้ำตาซึม และอยู่ในกาการโศกเศร้า นำดอกบัวที่ซื้อมาบูชาไหว้พระพุทธองค์ แต่ไม่อนุญาตให้จุดธูปภายในนี้ เพราะจะทำให้ควันธูปอบอวลจนหายใจไม่ออก
จากภาพจะเห็นได้ว่า เต็มไปด้วยพุทธศาสนิกชนชาติต่าง ๆ มากมายหลายชาติ ที่พากันเดินทางมาสักการะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ตนนับถือ ถึงแม้จะต่างสายกันไปก็ตาม...สังเกตจากการสวดที่แตกต่างกัน
คณะของเรามีผู้เตรียมผ้าสิงคี(สีทอง) ขนาด 2 คูณ 6 เมตร เพื่อถวายคลุมร่างของพระพุทธองค์ด้วย ที่น่าชื่นใจก็คือ ท่านเจ้าของผ้าที่เตรียมไป ยินดีให้ทุกคนที่ร่วมคณะที่ไม่ได้เตรียมผ้าไป ร่วมอนุโมทนาบุญด้วย ทุกคนจึงมีโอกาสได้ร่วมบุญกันในครั้งนี้
จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งก็คือ การปิดทองบริเวณฝ่าพระบาทของพระพุทธองค์ ที่หลายคนเมื่อได้ไปปิดทองบอกว่า น้ำตาไหลออกมาแบบไม่รู้ตัว เต็มไปด้วยความปลื้มปิติแห่งแรงบุญที่ได้กระทำ เสมือนหนึ่ง ได้ไปร่วมงานพระศพขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งที่เวลาล่วงเลยมาถึง 2 พันกว่าปีแล้วก็ตาม
ออกมาภายนอก ถ้ายภาพไว้เป็นที่ระลึกอีกครั้งหนึ่ง
พระอาจารย์มหาดาวสยาม ได้กรุณาให้ความรู้ถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ว่าเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงปลงพระชนมายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์เมืองเวสาลีแล้ว เสด็จสู่เมืองกุสินาราเพื่อการดับขันธปรินิพพาน โดยพระราชดำเนินผ่านปาวานคร ทรงเสวย "สุกรมัฑวะ" ...ตรงนี้ หลายคนแปลว่าเนื้อสุกร แต่พระอาจารย์ให้ความรู้ว่า ที่แท้จริงแล้ว เป็นเห็ดชนิดหนึ่ง ที่สุกรชอบกินเป็นอาหาร เพราะมีรชชาดดีมาก ... ซึ่งนายจุนทะ บุตรช่างทองปรุงถวาย หลังจากนั้น อาการประชวรก็กำเริบขึ้น จนถึงถ่ายออกมาเป็นพระโลหิต ทรงสรงน้ำที่แม่น้ำกุธานธี และเสด็จต่อจนถึงสาลวโนทยาน นอกเมืองกุสินารา ประทับสีหไสยาสน์ระหว่างต้นสาละคู่ และทรงแสดงธรรมมีกถาไว้เป็นอันมาก เมื่อถึงปัจฉิมยามแห่งราตรีนั้น ทรงตรัสปัจฉิมวาจาว่า...ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง มีความเสื่อมไปเป็นของธรรมดา เธอทั้งหลาย จงยังกิจทั้งปวง ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด...
เหล่ามัลละกษัตริย์ ได้อัญเชิญพระสรีระ ห่อผ้าใหม่ ซับด้วยผ้าสำลี 500 ชั้น อัญเชิญใส่รางเหล็ก บรรจุน้ำมันหอม ตั้งพระบรมศพ 7 วัน แล้วอัญเชิญสู่มกุฎพันธเจดีย์ แต่เมื่อพยายามจุดไฟ กลับจุดเท่าไรก็ไม่ติด จนกระทั่งพระมหากัสปะ พร้อมทั้งบริวารที่ทราบข่าวภายหลังเดินทางมาถึง เข้ากราบพระบรมศพแล้ว ไฟก็กลับลุกไหม้ขึ้นเอง หลังถวายพระเพลิงพุทธสรีระ โทณะพรามห์ได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น 8 ส่วน ให้กับกษัตริย์ทั้ง 8 แคว้น ที่ยกทัพมา อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปบูชาที่บ้านเมืองของตนเอง
ณ ที่แห่งนี้ คณะธรรมยาตราของเราได้สวดมนต์ นั่งสมธิสร้างบารมี อุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอีกครั้ง...อิมทั้งใจ...อิ่มทั้งบุญ ตลอดการเดินทาง
กลับเข้าสู่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์อีกครั้ง เพื่อทำการทอดผ้าป่า ตามที่เราได้ปฏิบัติมาทุกวัดที่ คณะของเราเดินทางไปพัก หรือแวะเข้าเยี่ยมชม
งานนี้จึงได้ทราบว่า ในคณะเดินทางของเรา มีครูผู้มีผลงานดีเด่นด้านการสอนวิชาพระพุทธศาสนา ที่ยุวพุทธิกสมาคมทำการคัดเลือกให้ให้เป็นตัวแทนร่วมเดินทางมาในคณะของเราด้วย 2 ท่าน คือ คุณครูนาคน้อย บุตรประเสริฐ และ คุณครูว่าที่ร้อยตรี ณัฐวรรธน์ สงึมรัมย์(คนซ้ายมือในภาพ) ซึ่งมีชื่อเล่นว่า ครูแดง เหมือนคนขวามือในภาพ ของประกาศคุณความดี และความสามารถของคุณครูทั้ง 2 ท่าน ไว้ ณ ที่นี้ สาธุ...สาธุ...สาธุ...อนุโมทามิ
ร่มทอดผ้าป่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล ให้กับเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ...อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย. ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงมีแต่ความสุข ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล บุญกุศลนี้แผ่ไปให้ไพศาล ถึงบิดามารดาครูอาจารย์ ทั้งลูกหลานญาติมิตรสนิทกัน คนเคยร่วมเคยรักสมัครใคร่ ขอจงได้ส่วนกุศลผลของฉัน ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญ ขอจงได่ส่วนกุศลผลนี้เทอญฯ
จากนั้นรับมอบรูปพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ซึ่งท่านเจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ได้มอบให้คณะของเราเป็นที่ระลึก
อ่านต่อ การเดินทางจากกุสินาราไปลุมพินี ประเทศเนปาล ![]()