ปีใหม่ปีนี้ ได้รับความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตกับโทรศัพท์มือถือของวัยรุ่นสมัยนี้ มีโรคใหม่ที่อยาดนำมาเผยแพร่ให้รู้จักกันครับ จะได้หาทางป้องกันกันแต่เนิ่น ๆ เค้าเรียกว่าโรค  บีบีวิชั่นซินโดรม ครับ โรคทันสมัยที่คนรุ่นใหม่ควรระวัง ทุกคนคงรู้จักการแชทบนมือถือนะครับ เพราะขณะนี้ถือได้ว่าสะดวกที่สุดและกำลังเป็นที่ฮิตกัน เพราะคนส่วนใหญ่พิมพ์ข้อความกันจนเพลิน รู้ตัวอีกทีก็มีอาการป่วยแล้ว
          อาการเริ่มแรกจะเริ่มปวดบริเวณโคนนิ้วมือโดยจะเริ่มมีอาการน้อย ๆ ก่อน แล้วจะค่อย ๆ ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ มักจะพบบ่อยกับผู้หญิง กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน นี่คืออาการเริ่มต้นของโรคบีบีวิชั่นซินโดรม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโรคนิ้วล็อคนั่นเอง เมื่อเราพิมพ์ข้อความมาก ๆ วันละหลาย ๆ ครั้ง จะเกิดอาการปวดนิ้ว และอาการอักเสบตามมาด้วย ถ้ายังมีอาการซ้ำ ๆ หรือปล่อยไว้เป็นเวลานาน อาจต้องถึงขั้นเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลได้ และถ้าถึงขั้นรุนแรงอาจต้องมีการผ่าตัดกันเลยนะครับ
           จึงอยากขอเสนอแนะวิธีการแก้ไขง่าย ๆ คือ ขั้นแรก หยุดใช้งานสักระยะหนึ่งก่อนครับ...เรื่องนี้คงไม่ต้องบอกก็ได้ ถ้าขนาดปวดนิ้วแล้วยังแชทไม่เลิก ก็สมควรให้ปวดต่อไปละครับ...จากนั้นให้ทำการกายภาพนิ้ว โดยการนวดเบา ๆ และการใช้ความร้อนเข้าประคบตรงบริเวณนิ้วและข้อมือ และออกกำลังกายนิ้วโดยการเหยียดนิ้ว วิธีที่เสนอแนะนี้แค่ช่วยป้องกันสาเหตุเริ่มต้นได้เท่านั้นนะครับ ทางที่ดี ใช้โทรศัพท์มือถือให้เป็นเวลา และใช้แต่พอควร ก็จะเป็นการดีกว่ามาก เพราะตอนนี้ "ครูแดง" เริ่มพบว่า บางคน คุยกับคนอยู่ไกล(ในมือถือ) มากกว่าคนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ เสียอีก วางมือถือลง แล้วหันไปคุยกับคนข้าง ๆ บ้างเถอะครับ แล้วคุณจะพบว่า สังคมที่แท้จริงกับคนข้างกาย สร้างความสุขให้ให้กับเราได้มากกว่า SocialNetwork เพราะมีทั้งสายตา...รอยยิ้ม...และความจริงใจให้กับเราครับ

ข้อมูลจาก WATSONS เอกสารประชาสัมพันธ์ Vol.4/2010

bar_green.gif

         ช่วงวันหยุดยาว 4 วัน เพื่อกระตุ้นเศรษกิจการท่องเที่ยวของไทย ตามนโยบายรัฐบาล "ครูแดง" ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน เพราะรู้สึก เบื่อ ๆ เซ็ง ๆ กับการเดินทางด้วยรถยนต์ที่แน่นขนัดไปหมด เลยมีโอกาสนั่งเล่นอยู่หน้าจอ พบเว็บไซต์ที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับนักเรียน เลยอยากนำมาบอกต่อครับ www.skoolbuz.com ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงประกวดผลิตสื่อการเรียนการสอน ชิงทุนการศึกษา น่าสนใจมาก ๆ ครับ และที่โดน...มาก ๆ ก็ สโลแกนที่ว่า...แล้วเรื่องเรียน กับเรื่องเล่น จะกลายเป็นเรื่องเดียวกัน!!!!!...

 

          ลองมาดูตัวอย่างกันดีกว่าครับ สนใจ คลิ๊กเข้าไปสนุกกันได้เลย

          Skoolbuz.com คือเว็บไซต์ด้านการศึกษา ที่จะแชร์ทุกความรู้และช่วยทำให้เรื่องเรียนนั้นง่าย สบาย สนุก ด้วยความเจ๋งของ ห้องสมุดออนไลน์ ที่ใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะหาข้อมูล คลังรายงาน คลังข้อสอบออนไลน์ ทำการบ้าน ทำรายงาน ติวก่อนสอบ ทำแบบทดสอบ ฯลฯ แต่เพราะความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน.. Skoolbuz.com ยังมี แมกกาซีน ออนไลน์ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเพิ่มพลังความคิดสร้างสรรค์ อุดมไปด้วยสาระและบันเทิง มีเหล่าคนดังและน่าสนใจมาร่วมพูดคุยและตอบคำถามยอดฮิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนต่อที่ไหน โตขึ้นอยากเป็นอะไร ต้องทำยังไง รวมไปถึงสารพัดปัญหาคาใจวัยรุ่น ..อยากรู้เรื่องอะไร ที่นี่มีคำตอบให้แน่นอน เรียนๆ เล่นๆ ใช้ชีวิตให้เต็มที่ไปใน Virtual World (โลกเสมือน) และ Social Network ที่หาเพื่อน "ดีๆ" ได้ในสังคมออนไลน์คุณภาพ และสนุกมากๆ! พร้อมลุ้นรางวัลกับกิจกรรมออนไลน์สุดสร้างสรรค์ที่จะมีมาให้มันส์กันตลอด แล้วจะได้รู้ว่าเข้าเว็บไซต์การศึกษาก็เฮฮาได้นะเออ


          โอ้ย ๆๆๆๆ  คิดถึงจริง ๆ ครับ ไม่ได้มา Update มานาน....แสน นานๆๆๆๆ  ด้วยเหตุผลเฉพาะตัว ที่ไม่อยากบอกใคร ขอเก็บไว้ภูมิใจคนเดียวละกัน  555   แต่วันนี้ ไม่บอกไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะลูก ๆ ของ "ครูแดง" ทั้งหลาย ที่ไม่ค่อยนิยม รับประทานอาหารเช้ากัน คือเรื่องมันมีอยู่ว่า

          หุ่นดี  มีสมอง ต้องมื้อเช้า

               มีผู้วิจัยพบว่า ผู้ที่กินอาหารมื้อเช้านั้น จะมีความจำดีกว่าคนไม่กินมื้อเช้าตั้ง  ร้อยละ  22  และยังมีผู้พบอีว่า นักเรียนที่กินอาหารมื้อเช้า จะมีผลการเรียนดีกว่านักเรียนที่ไม่ได้กิน นอกจากนั้นยังมีข่าวแว่ว ๆ มา(ยังไม่มีผลวิจัยรับรอง) ว่า คนที่อดอาหารมื่อเช้า จะมีใบหน้าแก่กว่าอายุจริง ....อุ๊ย ตาย ว้าย กรี๊ด....อันนี้ "ครูแดง" รับไม่ได้จริง ๆ  เพราะขณะที่มั่นใจในความหล่อขนาดนี้ นักเรียนก็ยังมาถามว่า ครูครับ ครูกับ ผอออ ใครจะเกษียนอายุก่อนกันครับ...ดังนั้น ปัจจุบันนี้ พอลืมตาขึ้นมา เวลาประมาณ 06.00 น.  ก็ต้องเริ่มหาอาหารใส่ปากกันเลยทีเดียว (เป็นกาแฟ กับขนม อันนี้ไม่ค่อยดีนะ แต่ของมันติดซะแล้ว โธ่..ทำมาหลาย 10 ปี จะเลิกไหวเร้อ..) หลังจากนั้น ไปเตรียมอาหารใส่บาตรพระ ที่มาบิณฑบาตรถึงในบ้านทุกวัน เพราะนิมนต์เป็นกรณีพิเศษติดต่อมาเป็น 10 ปี ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ใหม่ ๆ พระที่บวชใหม่ก็เลยต้องดำเนินรอยตาม ...ออกไปออกกำลังอยู่หน้าบ้าน...นับ 1..2..3..4..5..6..7..8 แล้วก็  8..7..6..5..4..3..2..1 รอจนกว่าฟ้าจะสาง มองให็ลายใบไม้ พระก็จะมาโปรด ให้ได้ใส่บาตร ทุกวัน เว้นวันพระ ...กับวันที่เผลอทำงานดึกแล้วตื่นไม่ทัน 555... ผลจากการใส่บาตรและพระให้พรทุกวัน เป็นเวลานับ 10 ปี อธิบายตามหลัก ไฟฟ้า และ แม่เหล็ก ได้ว่า พลังจิตและพลังธรรมที่พระท่านได้ปฏิบัติมาโดยตลอดนั้น จะถูกถ่ายทอดมายัง ผู้ที่ได้รับการให้พระจากพระรูปนั้น ...แล้ว "ครูแดง" ทำอย่างนี้มากว่า 10 ปีแล้ว...ย่อมมีพลังขั้นเทพ...แผ่เมตตาให้นักเรียนคนใด นักเรียนคนนั้น มักจะสอบเอ็นทรานซ์ติด ตั้งแต่รอบแรก ๆ 555...ไม่เชื่ออย่าลบหลู่...ใส่บาตรเสร็จ รดน้ำต้นไม้ แผ่เมตตา ตามแบบท่าน ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ...สนใจหาอ่านรายละเอียดเอาเอง ถ้าเล่าที่นี่ เดี๋ยวเรื่องจะยาวเกินไป ไม่น่าอ่าน... จากนั้น  รับประทานอาหารเช้า เพื่อให้ร่างกายมีพลังที่จะทำงานในวันนี้ทั้งวัน จากการวิจัยพบว่า อาหารมื้อนี้ สำคัญต่อร่างกายมาก ๆ เพราะ ตั้งแต่อาหารมื่อเย็น หรือมื้อสุดท้ายของเมื่อวาน กระเพาะอาหารเรามีเวลาว่าตั้ง 6 - 8 ชั่วโมง ที่ไม่มีอาหารไปหล่อเลี้ยงเลย ...บางคนอาจแย้งในใจว่า ระหว่างการนอนหลับ ร่างกายเรา ไม่ได้ใช้พลังงานใด ๆ เลย นี่นา แต่จริง ๆ แล้ว ถึงแม้ขณะที่เราหลับ แบคทีเรียในปากก็ยังทำงานอยู่...เอ..ไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไรแฮะ...ถ้านักเรียนที่เรียนชั้น ม.2 จะทราบว่า ถึงแม้เรากำลังหลับ เราก็ยังคงใช้พลังงานอยู่ ยิ่งถ้ามีการฝัน หรือละเมอด้วยแล้ว ยิ่งใช้พลังงานมากกว่าคนอื่นอีก ...นักวิทยาศาตร์พบว่า คนเรา ฝันกันทุกคืน แต่บางคนตื่นมาแล้ว จำความฝันของตัวเองได้ บางคนก็จำไม่ได้ว่าฝันอะไรบ้างในคืนที่ผ่านมา จึงใช้พลังงานแตกต่างกัน นอกจากนั้นแล้ว การรับประทานอาหารมื้อเช้าเป็นปริมาณมาก ๆ จะก่อให้เกิดปัญหาโรคอ้วน น้อยกว่ามื้ออาหารอื่น ๆ เพราะอาหารมื้อเช้า จะถูกร่างกายนำไปใช้ตลอดทั้งวัน อาหารที่ควรระวัง และควรลดปริมาณลง ควรเป็นอาหารมื้อเย็น หรือมื้อดึก ของพวกเราบางคนมากกว่า ทราบอย่างนี้แล้ว

มากินอาหารมื้อเช้ากันดีกว่าครับ

star01.gif

โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนี้

จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร

รู้จักกันนะครับ

บาร์รอมิเตอร์นี่ก็คือเครื่องมือวัดความกดอากาศนั่นเอง

(อธิบายเพิ่มเติมก็คงต้องบอกว่า อากาศนั้นมันมีน้ำหนักหรือมีแรงกดนั่น

และแรงกดของอากาศนั้นเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไป ความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย)

นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า

"เอาเชือกยาว ๆ ผูกกับบารอมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึก

แล้วก็เอาความยาวเชือกบวกความสูงบารอมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก"

ฟังดูเป็นอย่างไรครับคำตอบนี้ ผมฟังครั้งแรกผมยังอมยิ้มเลยครับ

แต่อาจารย์ที่ตรวจข้อสอบไม่นึกขันอย่างผมด้วย

อาจารย์ตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตก

นักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า

คำตอบของเขาควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

และคำตอบของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์

ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้

และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่า

คำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน

แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น

ทางคณะกรรมการจึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมา

แล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า โดยให้เวลาเพียง 6 นาที

เท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิม

เพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์

หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู่

กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไร

นักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์

แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดี

และเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง

นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี้

ให้เอาบารอมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกและทิ้งลงมา จับเวลาจนถึงพื้น

ความสูงของตึกหาได้จากสูตร H=0.5g*t กำลัง 2

หรือถ้าแดดแรงพอ

ให้วัดความสูงบารอมิเตอร์แล้วก็วางบารอมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้น

แล้ววัดความยาวของเงาบารอมอเตอร์ จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึก

แล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึกโดยไม่ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำ

หรือถ้าเกิดอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้

ก็เอาเชือกเส้นสั้น ๆ มาผูกกะบารอมิเตอร์แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้ม

ตอนแรกก็แกว่งระดับพื้นดิน แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้า

ความสูงของตึกจะหาได้จาก ความแตกต่างของคาบการแกว่ง

เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึงดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล

คำนวณจาก T = 2 พาย กำลัง 2 รากที่ 2 ของ l/g

ถ้าตึกมีบันไดหนีไฟก็ง่าย ๆ

ก็เดินขึ้นไปเอาบารอมิเตอร์ทาบแล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อยๆ

จนถึงยอดตึกนับไว้คูณด้วยความสูงของบารอมิเตอร์ก็ได้ความสูงตึก

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก

คุณก็เอาบารอมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึก

คำนวณความแตกต่างของความดันก็จะได้ความสูง

ส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ ไปเคาะประตูห้องภารโรง

แล้วบอกว่า อยากได้บารอมิเตอร์สวย ๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหม

ช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมทีแล้วผมจะยกให้

นักศึกษาคนนั้นคือ นีล โบร์

ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1922

จากคอลัมน์ คุยกับประภาส     โดย ประภาส ชลศรานนท์

 

 


เว็บไซต์แนะนำ
เว็บไซต์ของ เติมเต็มความรู้ ที่มาสอนเพิเศษให้นักเรียน
พันธุกรรม  ยังไม่สามารถอ่านรายละเอียดที่มาได้ ขออภัย


   ท่านเป็นผู้เข้ามาเยี่ยมคนที่    Load Counter  ตั้งแต่ 14 กรกฎาคม 2549

3d_whitebg_e_home.gif

จัดทำโดย ครูจิรวัฒน์  จวนทองรักษ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

โรงเรียนตะพานหิน อำเภอตะพานหิน  จังหวัดพิจิตร

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 2