
เนื้อหา สาระ ความรู้ พบกันได้ที่ new.krudang.com และ www.kunnatum.net
|
|
|
หุ่นดี
มีสมอง ต้องมื้อเช้า มีผู้วิจัยพบว่า ผู้ที่กินอาหารมื้อเช้านั้น จะมีความจำดีกว่าคนไม่กินมื้อเช้าตั้ง ร้อยละ 22 และยังมีผู้พบอีว่า นักเรียนที่กินอาหารมื้อเช้า จะมีผลการเรียนดีกว่านักเรียนที่ไม่ได้กิน นอกจากนั้นยังมีข่าวแว่ว ๆ มา(ยังไม่มีผลวิจัยรับรอง) ว่า คนที่อดอาหารมื่อเช้า จะมีใบหน้าแก่กว่าอายุจริง ....อุ๊ย ตาย ว้าย กรี๊ด....อันนี้ "ครูแดง" รับไม่ได้จริง ๆ เพราะขณะที่มั่นใจในความหล่อขนาดนี้ นักเรียนก็ยังมาถามว่า ครูครับ ครูกับ ผอออ ใครจะเกษียนอายุก่อนกันครับ...ดังนั้น ปัจจุบันนี้ พอลืมตาขึ้นมา เวลาประมาณ 06.00 น. ก็ต้องเริ่มหาอาหารใส่ปากกันเลยทีเดียว (เป็นกาแฟ กับขนม อันนี้ไม่ค่อยดีนะ แต่ของมันติดซะแล้ว โธ่..ทำมาหลาย 10 ปี จะเลิกไหวเร้อ..) หลังจากนั้น ไปเตรียมอาหารใส่บาตรพระ ที่มาบิณฑบาตรถึงในบ้านทุกวัน เพราะนิมนต์เป็นกรณีพิเศษติดต่อมาเป็น 10 ปี ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ใหม่ ๆ พระที่บวชใหม่ก็เลยต้องดำเนินรอยตาม ...ออกไปออกกำลังอยู่หน้าบ้าน...นับ 1..2..3..4..5..6..7..8 แล้วก็ 8..7..6..5..4..3..2..1 รอจนกว่าฟ้าจะสาง มองให็ลายใบไม้ พระก็จะมาโปรด ให้ได้ใส่บาตร ทุกวัน เว้นวันพระ ...กับวันที่เผลอทำงานดึกแล้วตื่นไม่ทัน 555... ผลจากการใส่บาตรและพระให้พรทุกวัน เป็นเวลานับ 10 ปี อธิบายตามหลัก ไฟฟ้า และ แม่เหล็ก ได้ว่า พลังจิตและพลังธรรมที่พระท่านได้ปฏิบัติมาโดยตลอดนั้น จะถูกถ่ายทอดมายัง ผู้ที่ได้รับการให้พระจากพระรูปนั้น ...แล้ว "ครูแดง" ทำอย่างนี้มากว่า 10 ปีแล้ว...ย่อมมีพลังขั้นเทพ...แผ่เมตตาให้นักเรียนคนใด นักเรียนคนนั้น มักจะสอบเอ็นทรานซ์ติด ตั้งแต่รอบแรก ๆ 555...ไม่เชื่ออย่าลบหลู่...ใส่บาตรเสร็จ รดน้ำต้นไม้ แผ่เมตตา ตามแบบท่าน ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ...สนใจหาอ่านรายละเอียดเอาเอง ถ้าเล่าที่นี่ เดี๋ยวเรื่องจะยาวเกินไป ไม่น่าอ่าน... จากนั้น รับประทานอาหารเช้า เพื่อให้ร่างกายมีพลังที่จะทำงานในวันนี้ทั้งวัน จากการวิจัยพบว่า อาหารมื้อนี้ สำคัญต่อร่างกายมาก ๆ เพราะ ตั้งแต่อาหารมื่อเย็น หรือมื้อสุดท้ายของเมื่อวาน กระเพาะอาหารเรามีเวลาว่าตั้ง 6 - 8 ชั่วโมง ที่ไม่มีอาหารไปหล่อเลี้ยงเลย ...บางคนอาจแย้งในใจว่า ระหว่างการนอนหลับ ร่างกายเรา ไม่ได้ใช้พลังงานใด ๆ เลย นี่นา แต่จริง ๆ แล้ว ถึงแม้ขณะที่เราหลับ แบคทีเรียในปากก็ยังทำงานอยู่...เอ..ไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไรแฮะ...ถ้านักเรียนที่เรียนชั้น ม.2 จะทราบว่า ถึงแม้เรากำลังหลับ เราก็ยังคงใช้พลังงานอยู่ ยิ่งถ้ามีการฝัน หรือละเมอด้วยแล้ว ยิ่งใช้พลังงานมากกว่าคนอื่นอีก ...นักวิทยาศาตร์พบว่า คนเรา ฝันกันทุกคืน แต่บางคนตื่นมาแล้ว จำความฝันของตัวเองได้ บางคนก็จำไม่ได้ว่าฝันอะไรบ้างในคืนที่ผ่านมา จึงใช้พลังงานแตกต่างกัน นอกจากนั้นแล้ว การรับประทานอาหารมื้อเช้าเป็นปริมาณมาก ๆ จะก่อให้เกิดปัญหาโรคอ้วน น้อยกว่ามื้ออาหารอื่น ๆ เพราะอาหารมื้อเช้า จะถูกร่างกายนำไปใช้ตลอดทั้งวัน อาหารที่ควรระวัง และควรลดปริมาณลง ควรเป็นอาหารมื้อเย็น หรือมื้อดึก ของพวกเราบางคนมากกว่า ทราบอย่างนี้แล้ว มากินอาหารมื้อเช้ากันดีกว่าครับ
โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนี้ จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร รู้จักกันนะครับ บาร์รอมิเตอร์นี่ก็คือเครื่องมือวัดความกดอากาศนั่นเอง (อธิบายเพิ่มเติมก็คงต้องบอกว่า อากาศนั้นมันมีน้ำหนักหรือมีแรงกดนั่น และแรงกดของอากาศนั้นเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไป ความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย) นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า "เอาเชือกยาว ๆ ผูกกับบารอมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึก แล้วก็เอาความยาวเชือกบวกความสูงบารอมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก" ฟังดูเป็นอย่างไรครับคำตอบนี้ ผมฟังครั้งแรกผมยังอมยิ้มเลยครับ แต่อาจารย์ที่ตรวจข้อสอบไม่นึกขันอย่างผมด้วย อาจารย์ตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตก นักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า คำตอบของเขาควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และคำตอบของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้ และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่า คำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทางคณะกรรมการจึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมา แล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า โดยให้เวลาเพียง 6 นาที เท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิม เพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์ หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู่ กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไร นักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์ แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดี และเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี้ ให้เอาบารอมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกและทิ้งลงมา จับเวลาจนถึงพื้น ความสูงของตึกหาได้จากสูตร H=0.5g*t กำลัง 2 หรือถ้าแดดแรงพอ ให้วัดความสูงบารอมิเตอร์แล้วก็วางบารอมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้น แล้ววัดความยาวของเงาบารอมอเตอร์ จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึก แล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึกโดยไม่ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำ หรือถ้าเกิดอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้ ก็เอาเชือกเส้นสั้น ๆ มาผูกกะบารอมิเตอร์แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้ม ตอนแรกก็แกว่งระดับพื้นดิน แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้า ความสูงของตึกจะหาได้จาก ความแตกต่างของคาบการแกว่ง เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึงดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล คำนวณจาก T = 2 พาย กำลัง 2 รากที่ 2 ของ l/g ถ้าตึกมีบันไดหนีไฟก็ง่าย ๆ ก็เดินขึ้นไปเอาบารอมิเตอร์ทาบแล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อยๆ จนถึงยอดตึกนับไว้คูณด้วยความสูงของบารอมิเตอร์ก็ได้ความสูงตึก แต่ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก คุณก็เอาบารอมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึก คำนวณความแตกต่างของความดันก็จะได้ความสูง ส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ ไปเคาะประตูห้องภารโรง แล้วบอกว่า อยากได้บารอมิเตอร์สวย ๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหม ช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมทีแล้วผมจะยกให้ นักศึกษาคนนั้นคือ นีล โบร์ ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1922 จากคอลัมน์ คุยกับประภาส โดย ประภาส ชลศรานนท์ |
| ก็คงต้องบอกกล่าวกันก่อนครับ
ว่าปีนี้ "ครูแดง" ได้รับมอบหมายให้จัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชา
ฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่
3 ที่โรงเรียนตะพานหิน และวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต ที่วิทยาลัยชุมชน
จังหวัดพิจิตร |
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
เว็บไซต์แนะนำ
เว็บไซต์ของ
เติมเต็มความรู้
ที่มาสอนเพิเศษให้นักเรียน
ไฟฟ้าสถิต
ฟิสิกส์ราชมงคล ครูแดงขอขอบคุณครับ
พันธุกรรม
ยังไม่สามารถอ่านรายละเอียดที่มาได้ ขออภัย
ท่านเป็นผู้เข้ามาเยี่ยมคนที่
ตั้งแต่ 14 กรกฎาคม 2549
จัดทำโดย ครูจิรวัฒน์ จวนทองรักษ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
โรงเรียนตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 2